brabra

ไหนว่าผู้ดีอังกฤษ

posted on 25 May 2008 03:57 by housewife  in brabra

คนอังกฤษเขาว่าเป็นผู้ดีกัน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาพูดกันต้องพูดคำว่า FUCK or FUCKING ตลอดเวลา เห็นมาหลายคนแล้ว ฟังแล้วไม่ค่อยชอบเลย เบื่อ...เด๋ว SHIT เด๋ว FUCK ไม่ว่าไปที่ไหนก็ได้ยิน สงสัยว่ามันคงเป็นคำพูดธรรมดาๆ สำหรับพวกเขามั่ง เบื่อ

 

 

 

 

 

 

มาบ่นแค่นี้แหละ

@@วันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อจะไปทำวีซ่าไปฝรั่งเศส เจ๊เห็นว่าไปสถานที่ราชการเราสมควรที่จะแต่งตัวให้เรียบร้อยดูดีไว้

แต่พอไปถึง เห็นพนักงานใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ พูดจากวนบาทา เจ๊กับแต่งตัวดูดีมีชาติตระกูลกว่าำพวกมันอีก พนักงานห้างยังแต่งตัวดีกว่าำพวกมันเลย ไม่หน้าเชื่อว่าเป็นสถานที่ออกวีซ่า

นี่หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว..........

 

@@เมื่อคืนดูรายการ british got talent พอมาุถึงตอนที่ sexy magic ขึ้นโชว์ แต่เขาสองคนแสดงได้ไม่ดีนัก เพราะเอามายากลไม่ตื่นตามาแสดง โดนกดกากะบาก 3 ครั้งเพื่อให้หยุดการแสดงทั้งที่ยังโชว์ไม่จบ แล้วคนดูก็ตะโกนโห่ร้อง เจ๊ว่ามันแรงไปสำหรับเจ๊ ถ้าเป็นบ้านเราคนไทยคงไม่ทำเสียมารยาทขนาดนั้นหรอกมั่ง เพราะคนไทยมีความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าและคิดว่าคงไม่ซ่ำเติมให้เขาอับอาย จนหนีกลับบ้านไปเลย

นี่และพฤติกรรมของคนโลกที่หนึ่ง......

จริงๆแล้วก็อยากให้ทีวีไทยทำรายการแบบนี้บ้าง ไม่ใช่มีแต่แบบประกวดร้องเพลงเพื่อหวังที่จะเป็นดารานักร้องกันอย่างเดียว ให้คนไทยได้แสดงความสามารถที่ไม่ใช่แต่การร้อง เล่น เต้น แสดง บ้าง

พักนี้เหมือนเบื่อพฤติกรรมของพวกฝรั่งยังไงไม่รู้ ยอมรับว่าพวกเขาพัฒนาด้านความคิด และเคาำรพในกฏระเบียบ จนทำให้เขาเจริญกว่าเรา อันนี้เรื่องจริงที่คนไทยต้องยอมรับ แต่ถ้ามองดีๆคุณรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงเคารพกฎระเบียบ และกฎหมายอย่างเคร่งครัด?????

ก็เพราะทุกอย่างต้องเสียเงินไง ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับแสนแพง หรือว่าการริบใบอนุญาติต่างๆ

ไม่มีตำรวจตั้งด่านจับ แต่มีกล้องทุกมุมเมือง แค่คุณฝ่าไฟเหลือง ไม่กี่นาทีก็จะมีุรถตำรวจวิ่งตามมาอย่างเร็ว ราวกับว่ามันมีตาวิเศษ แล้วคุณจะต้องเสียค่าปรับก้อนโต โดนจะส่งบิลไปที่บ้าน เพื่อให้คุณจ่ายเข้าหลวง ไม่มีการจ่ายกับตำรวจเด็ดขาด

ไม่เหมือนตำรวจที่ำไทยเลย........

 

สุดท้ายได้แต่หวังว่าประเทศไทยของเรา จะก้าวพ้นจากประเทศที่สามสักที (เป็นที่สองก็ยังดี) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัองขึ้นอยู่กับตัวของคุณด้วยว่าจะพัฒนาทั้งจิตใจและความคิดกันได้มากแค่ไหน

 

ปล. รู้สึกว่าหลังจากเมื่อคืน exteen ปิดระบบชั่วคราว ทำให้โค๊ดของเจ๊หาย และไม่แสดงเลย แถมค่าต่างๆที่ตั้งไว้มันมาเป็นแบบเริ่มตันอีกครั้ง ใครเป็นเหมือนเจ็บ้าง


ช่างคิดกันจริงๆ

posted on 03 Jun 2008 03:50 by housewife  in brabra

จริงๆแล้วเจ๊ก็อยากเป็นวัยรุ่นเหมือนกันนะ เวลาวัยรุ่นเขาฮิตอะไร พูดกันอย่างงัย เจ๊ก็อยากทำตามเหมือนกัน คิดดูสิแก่ปานนี้แล้วยังอยากเลียนแบบพฤติกรรมแปลกๆ ของสังคมเลย แล้วเด็กๆวัยรุ่นที่แยกแยะอะไรๆ ไม่ค่อยจะออกจะขนาดไหน อย่างพวกศัพท์วัยรุ่นต่างๆจริงๆแล้วบางครั้งไม่ได้เข้าใจความหมายของมันเท่าไหร่ว่ามันหมายถึงอะไร เข้าใจโดยคร่าวๆเท่านั้น วันนี้เจ๊เลยลองหาความหมายของศัพท์ต่างๆในเน็ตที่เข้าชอบพูดกันว่ามันหมายความถึงอะไร กันแน่ พอได้อ่านแล้วก็อดขำไม่ได้ว่าช่างเปรียบเทียมและคิดกันจริงๆ

กาก

คาดว่าเกิดจากลูกของเจ้าของโรงงานทำกากน้ำตาล ได้รู้ความหมายของคำว่ากากอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการผสมผสานกันจนเป้นคำด่า คำด่านี้ถูกใช้ครั้งแรกในเกม RO แต่ปัจจุบันก็ยังไม่รู้ที่มาที่แน่ชัด 100% ส่วนมากชอบใช้ว่าหรือด่าผู้อื่นตามที่ตนต้องการ โดยที่ไม่ได้ดังใจที่ตนเองต้องการหรือขัดขวางประโยชน์ของตน รวมไปถึงการที่ผู้นั้นทำนิสัยการเล่นหรือการกระทำที่ไม่ดีบางอย่างออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้ ซึ่งการใช้บางครั้งอาจทำให้คนที่ใช้มีส่วนที่ว่าหรือด่าไปด้วยนั้นเอง พูดง่ายๆก็คือตนเองนิสัยเป็นเองแต่กลับใช้กับผู้อื่นทั้งที่ผู้อื่นไม่ได้ทำ การใช้จึงต้องระวังจะกระทบคำที่พูดว่า ตนเอง(ผู้พูด) ดังคำที่ว่า "ว่าคนอื่นเป็นซะเอง" ระวังไว้นะ การใช้อาจทำให้ผู้อื่นไม่ชอบด้วย ระวังเป็นที่รังเกียจซะเอง

เกรียน

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดจนเหมารวมไปเลยว่า เกรียน คือ กลุ่มเด็ก ตั้งแต่ ป.1 จนถึง มัธยมปลาย (โรงเรียนบางแห่งปกครองโดยระบอบเผด็จการ จึงได้กระทำเช่นนั้นกับเยาวชนไปจนถึง ม. ปลาย) ที่ตัดผมสั้นเกรียน สาเหตุที่หลายคนตีความแบบนั้นอาจจะเป็นด้วยลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นคือทรงผมที่เลี่ยนเกรียนติดหนังหัว ซึ่งความจริงแล้วลักษณะดังกล่าวเป็นเพียงรากศัพท์ของคำว่า เกรียน เท่านั้นเอง หากแต่ในความเป็นจริง ตามหลักของ

“กฎของเกรียน” หรือ “เกรียน Law”คือ “ความเกรียนไม่จำกัด ทรงผม อายุ เพศ หรือ ฐานะ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในความเกรียนเหมือนกันหมด” ดังนั้นจึงพอจะสรุปได้ว่า สภาวะเกรียน เป็นสภาวะของพฤติกรรม ทางความคิด หาใช่ลักษณะทางกายภาพอย่างที่หลายคนเข้าใจกันไม่ เกรียน ไม่ใช่คำด่าพร่ำเพรื่อเหมือนอย่างคำด่าอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่เป็นคำที่ใช้ เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มคนประเภทหนึ่ง กลุ่มคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนพิเศษ นักวิชากามบางท่านบอกว่า เป็นอาการของคนที่เสพ "หญ้า" หรือเสพ "คลอเร็ท" มากเกินไป จนคลอโรฟิลล์ไปอุดตันสมอง จนส่งผลให้การทำงานของสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองด้านของเหตุผลและการเรียนรู้ หดตัวลง ในขณะที่สมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อารมณ์ขยายตัวใหญ่ขึ้น จึงส่งผลให้คนกลุ่มนี้ใช้แต่อารมณ์มากกว่าเหตุผลและการวิเคราะห์ไตร่ตรอง ดังจะพบพฤติกรรมดังกล่าวได้บ่อยๆ ในเกมออนไลน์ หรือตามเว็บบอร์ดทั่วไป สาเหตุที่ทำให้คำนี้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ไม่ใช่เพราะมันถูกนำมาใช้จนเป็นแฟชั่น หากแต่กลุ่มคนประเภทดังกล่าวขยายตัวมากขึ้นและลุกลามอย่างรวดเร็วจนยากที่จะหยุดยั้งได้ต่างหาก

เด็กแว้น

เด็กแว้น หรือ แซป นั้น มีคนสันนิษฐานว่ามาจาก "แซปคุง"(Zabbkung) ซึ่งเป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาในโอกาสครบรอบ 7 ปีของ สตูดิโอเขียนการ์ตูน มอนสเตอร์คลับ (สตูดิโอของคนไทย ผู้วาดการ์ตูนเรื่อง Joe the Sea-cret Agent) ส่วนคำว่าแว้นนั้น มาจากเสียงนั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะวงการมอเตอร์ไซด์ แต่จะเหมารวมถึงกลุ่มเด็กที่ชอบทำตัวให้โดดเด่นสะดุดสายตาชาวบ้านด้วยวิธีการผิดๆ เพื่อให้เป็นที่สนใจ เช่น การชกต่อยในงานฟรีคอนเสิร์ต ใส่เสื้อผ้าสีสันบาดตา ไม่เรียนหนังสือ มั่วสุมอยู่แถวโต๊ะสนุ้ก แต่ที่พวกเด็กแซปชื่นชอบมากเป็นพิเศษคือ การดัดแปลงรถมอเตอร์ไซค์ และรวมตัวกันเป็นแก๊ง และในที่สุดก็ได้พัฒนากลายมาเป็น "เด็กแว้น"

ล่าสุดก็คิดว่าตัวเองทำตัวเป็นประโยชน์โดนการไปป่วนการชุมนุม ประท้วง.....กะเขาด้วย

ปัจจุบัน เด็กแว้น เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน แต่เดิมจากการตั้งกลุ่มแค่ชอบความเร็ว สร้างความเดือดร้อนทางเสียงให้กับชาวบ้าน เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปมากกลายเป็นแก๊งอันธพาล ยิงกัน ยกพวกตีกันปาหิน ฯลฯ เริ่มมีเรื่องของการพนัน ยาเสพติด ปัญหาทางเพศ อุบัติเหตุ ไปจนถึงการก่ออาชญากรรม บางแก๊งมีเป็นร้อยคนมีขาใหญ่คุม ตั้งแก๊งแข่งรถบนถนนสายใหญ่ ในกลุ่มมีสมาชิกตั้งแต่ไม่ถึง 10 ขวบ และยังไม่ได้เรียนหนังสือ ก็มาขอเข้ากลุ่ม และบางกลุ่มใช้แรงจูงใจให้ถอยรถมอเตอร์ไซค์ได้เพียงใช้เงิน 199 บาท หรือไม่ต้องดาวน์เลยก็ได้ หลังจากนั้นเด็กจะขอเงินพ่อแม่มาแต่งรถ ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น เพื่อให้รถแรงแข่งชนะคนอื่น แข่งขันกันบนถนนหลวงเส้นยาว ๆ ทุกคืนวันศุกร์และเสาร์ ซึ่งบางกลุ่มยังใช้เป็นเครือข่ายส่งยาเสพติด หรือถูกหาประโยชน์จากหัวหน้ากลุ่ม

สก๊อต

หญิงสาวผูกโบกระจุ๋มกระจิ๋มที่ศีรษะ ใส่เสื้อกล้ามแนบเนื้อโชว์สัดส่วนอันอวบอั๋น อยู่ในท่านั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กอดรัดเอวชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าอย่างแน่นแฟ้น ชนิดว่ากลัวมอเตอร์ไซค์ทำหล่นกลางทาง

นี่เป็นลักษณะที่สังเกตได้ง่ายๆ ของ “สก๊อย” หรือ “เลดี้แซป” หญิงสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตุ๊กตาหลังรถของเด็กแว้น หรือแซป พวกเธอเหล่านั้นจะใส่เสื้อยืดรัดติ้ว หรือไม่ก็ใส่สายเดี่ยว เสื้อกล้าม เกาะอก โชว์ให้เห็นเนื้อหนังมังสาแบบไม่เกรงใจสายตาคู่อื่นที่จ้องมอง ชอบใส่กางเกงขาสั้นเอวต่ำเพื่อโชว์ผิวม้าลายกับแก้มก้นกะด่างกะดำ ส่วนใบหน้าของเจ้าหล่อนจะโบ๊ะให้ขาววอก ประดุจไปเอาแป้งงิ้วมาฉาบหน้าไว้ และจะผูกผมเป็น 2 ข้าง ส่วนริมฝีปากของเธอนั้นก็จะแดงระเรื่อเหมือนกับเพิ่งออกจากเล้าไก่มาหมาดๆ

เครื่องประดับชิ้นสำคัญที่พวกเธอจะขาดไม่ได้เลยก็คือ หวี ที่ถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ติดกับพวกเธอประดุจดั่งของหวงห้ามเลยทีเดียว เพราะมิเช่นนั้นทรงผมทรงหนูแทะที่เซตมาพอลงจากรถที่ขับด้วยความเร็วแรงแล้ว ก็อาจจะฟูเป็นฝอยขัดหม้อได้ การใช้โทรศัพท์รุ่นหรูเลิศราคาแพงๆ หรือบางรายอาจจะห้อยตุ๊กตาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของตัวเองว่า ฉันพร้อมเป็น “ตุ๊กตาหลังรถ” ให้เธอ และน้ำยาอุทัยทิพย์ที่ใช้ทาปากให้แดงอยู่เสมอ

คำว่าสก๊อย นั้นมีที่มาจาก “สก๊อยจัง” ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครในหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ที่ออกแบบขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 7 ปีมอนสเตอร์คลับ ซึ่งทั้ง สก๊อยจัง และแซปคุง ต่างเป็นเนื้อคู่ตุนาหงันกัน

อีโม

มาถึงกลุ่มเด็กที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มาจากกลุ่มเด็กแว๊น คือ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า“เด็กอีโม”เด็กกลุ่มนี้นอกจากจะชอบขับรถแต่งแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขารักเป็นชีวิตจิตใจคือ ชอบเล่นดนตรี โดยเล่นแนวเพลงของอีโม

มีการสันนิษฐานว่า อีโมเกิดจากเด็กวัยรุ่นที่มีความซึมเศร้า ไม่พอใจสังคมรอบข้าง ครอบครัว หรือโรงเรียน มีความรู้สึกต่อต้านสังคม ส่วนแนวเพลงอีโมก็จะมีเนื้อหาแบบที่ต่อต้านสังคมหรือสื่อถึงความเศร้า การแต่งตัวแบบเด็กอีโมก็จะเน้นเสื้อผ้าสีดำ ไว้ผมยาวปิดหน้า ย้อมสีดำหรือแดงซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเมืองผู้ดีประเทศอังกฤษ

สำหรับประเทศไทยวงดนตรีที่มีการเล่นแนวอีโมที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในหมู่เด็กวันรุ่นผู้ชายในปัจจุบันนี้ก็คือวง retrospect ที่ถือได้ว่าทั้งแนวเพลงที่แรงและมีเนื้อหากินใจแทบไม่มีจังหวะให้หายใจ และที่พิเศษสุดคือสไตล์การแต่งตัวนั้นถือได้ว่าโดนใจวัยโจ๋ วัยที่หัวนมเพิ่งแตกพานเข้าอย่างเต็มรัก จึงทำให้วัยรุ่นเริ่มคลั่งไคล้หันมาแต่งตัวเลียนแบบ ทำให้มีทั้งเด็กอีโมของจริง และของเลียนแบบอยู่เต็มตลาดไปหมด

การแต่งตัวของเด็กอีโมส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่แปลกและแหวกแนวไม่ค่อยเหมือนคนปกติเขาแต่งกัน ชอบใส่เสื้อยืดสีดำ บางคนจะใส่เสื้อโคทแขนยาวหนัง แถวบ่ามีแถบหมุดทู่ๆ กางเกงขาเดฟรัดๆ ใส่เข็มขัดสีขาว และนำหัวเข็มขัดมาไว้ด้านข้าง เพื่อช่วยให้เข็มขัดไม่ไปขูดกับกีต้าร์ หรือเบส ทรงผมจะเป๋มาปิดตาข้างหนึ่ง หรือไม่ก็ปิดทั้งหน้าให้มองอะไรไม่เห็น ผมบางคนก็จะดูยุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้สระมาเป็นปี มักย้อมผมด้านหน้าหรือด้านหลัง ให้ตัดกับสีผมธรรมดา

แต่ข้อดีของเด็กอีโม คือ มีนิสัยรักสงบ ไม่ก้าวร้าวต่อผู้ใหญ่ แต่ถ้ากับรุ่นเดียวกันก็ด่าไม่ยั้ง และที่สำคัญขาดไม่ได้คือพวกเขาจะรักสนุก เมื่อยามดูคอนเสิร์ตวงในดวงใจ

แอ๊บแบ๊ว

แอ๊บแบ๊ว เป็นกิริยาวิเศษณ์ที่หาพบได้ง่ายตามร้านถ่ายรูปหรือตู้สติกเกอร์ทั่วไป ซึ่งในเว็บไซต์ไร้สาระนุกรมพิเดีย ได้ให้คำจำกัดความ “แอ๊บแบ๊ว” ว่าเป็นอาการที่มักเกิดขึ้นในเพศหญิงช่วงแตกเนื้อสาวเป็นต้นไป มีเส้นบางๆกั้นไว้กับคำว่า “กระแดะ” “ที่เมื่อครั้งก่อนเคยถูกบันทึกไว้ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน” แอ๊บแบ๊วเป็นการแสดงออกทางอวัยวะต่างๆของร่างกาย ตลอดจนภาษาพูดที่มักออกเสียงไม่ชัดเจน และขณะนี้อาการนี้ได้แพร่ระบาดไวรัสไปทั่วทั้งเมืองไม่ว่าจะเป็น ผู้ชาย กะเทย หรือเพศใกล้เคียง

อาการของเด็กแอ๊บแบ๊วนี้ถือว่าเป็นแฟชั่นที่แพร่ระบาดในหมู่เด็กวัยรุ่น เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมเอาอย่าง ที่อาจจะไม่ได้สร้างปัญหาอะไรมากมายให้กับสังคม แต่ก็ทำความหนักใจให้กับผู้ใหญ่และสังคมรอบข้างที่เริ่ม “ปลง” กับเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติที่จะพึ่งพาได้หรือเปล่า

อ่านแล้วไม่รู้บางครั้งเราเผลอตัว กาก หรือ เกรียน ไปบ้างหรือป่าวไม่แน่ใจ แต่แอ๊บแบ๊ว เผลอลืมตัวทำบ่อย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิพิดีกี ทั้งไร้สาระและไม่ไร้สาระด้วยนะค่ะ